วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

“สุรพงษ์”ยันรัฐบาลไม่ได้ฮั้วกับกัมพูชา มั่นใจคดีพระวิหารไม่กระทบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา


วันนี้ (20 เม.ย.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้สรุปผลการชี้แจงกรณีปราสาทพระวิหารต่อศาลโลก ผ่านรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ ช่อง 11  โดยนายสุรพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า  ดูในภาพรวมที่ตนนั่งฟังอยู่ตลอดแล้วก็พอใจ ซึ่งทีมกฎหมายได้เตรียมความพร้อมมาเป็นเวลา 3 ปี  ข้อห่วงใยต่างๆ ที่เราเคยถูกหลายๆ ฝ่ายชี้แนะว่ากระทรวงการต่างประเทศและทีมทนายอย่างลืมประเด็นต่างๆ เราก็ได้รวบรวมประเด็นเหล่านั้นไว้หมดแล้ว ขอขอบคุณคนไทยหลายๆ ท่านที่ให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ หลายอย่างเราพูดไม่ได้ ต้องเก็บเป็นความลับในการสู้คดี ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าฝ่ายกัมพูชาสามารถอ่านเกมเราได้ทันรู้ว่าสิ่งใดที่เราจะนำมาหยิบยกในการชี้แจงต่อศาลในครั้งนี้ก็จะทำให้การต่อสู้ของเราเสียเปรียบได้ วันนี้เราดีใจที่สามารถรักษาความลับเหล่านั้นไว้ได้ บางครั้งเราอยากจะตอบให้สังคมหรือผู้ที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจ แต่เราก็ไม่กล้าเพราะกลัวความลับนั้นจะถูกเปิดเผย


“สิ่งที่หลายๆ ฝ่ายคิดว่ารัฐบาลนี้จะมาฮั้วกับทางกัมพูชา ที่ทางรัฐบาลและผมถูกกล่าวหามาโดยตลอด ผมกราบยืนยันเลยว่าวันนี้การต่อสู้คดีทีมทนายได้ต่อสู้อย่างเต็มที่และเราใช้ทีมทนายชุดเดิม เพราะเราเห็นว่าทีมทนายชุดนี้ได้ทำงานได้ศึกษามาโดยตลอดกว่า 3 ปี เขามีความรอบรู้และเป็นผู้มีประสบการณ์มาก เราจึงเลือกทีมทนายชุดเดิมแต่หลายฝ่ายก็มองว่าเราต้องการโยนความผิดไปให้รัฐบาลชุดที่แล้ว ผมอยากกราบเรียนว่าเราไม่เอาเรื่องประเทศชาติมาเป็นเกมการเมืองเพราะเราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติและประชาชน” นายสุรพงษ์ กล่าว
 
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ผู้พิพากษายูซุฟได้ขอข้อมูลพื้นที่รอบบริเวณปราสาทพระวิหารทั้งจากฝ่ายไทยและกัมพูชานั้น ได้สอบถามแล้วเป็นการขอในนามส่วนตัว เพื่อต้องการศึกษาให้เกิดความชัดเจนว่าสิ่งที่ฝ่ายไทยหรือกัมพูชาคิดเป็นอย่างไร ซึ่งวันที่ 26 เม.ย.นี้เราต้องส่งรายละเอียดให้ศาล ส่วนการที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการพิจารณาคดีของศาลโลกเกรงว่าจะนำไปสู่การที่ศาลโลกจะรับเรื่องนี้ไปสู่การตีความหรือไม่เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้  เท่าที่ตนสอบถามทีมทนายศาลโลกเคยถาม ไม่ใช่เรื่องใหม่  โดยท่านผู้พิพากษายูซุฟได้เล่าให้ฟังว่าหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายส่งมา ท่านจะนำไปทำสำเนาให้ผู้พิพากษาทุกท่านได้เห็นเหมือนกัน ส่วนใครจะนำไปศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ก็สุดแล้วแต่
 
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนที่เคยพูดว่าคดีนี้ถ้าต้องขึ้นศาลอีกที อย่างดีประเทศไทยก็แค่เสมอตัว ต้องทำความเข้าใจว่าที่ตนให้ความเห็นไปนั้น ความเห็นของตนคือศาลไม่ตัดสิน ศาลไม่รับตีความทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนเมื่อปี 2505 เท่าที่วันนี้เราดูจากการต่อสู้ของทีมทนายตลอดช่วงที่ผ่านมา นายวีรชัยก็ยืนยันต่อศาลชัดเจนว่าศาลไม่ควรตีความเพราะเรื่องนี้ได้จบสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 ไทยก็ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ศาลจะต้องมาตีความย้อนหลัง เพราะสิ่งที่กัมพูชาขอตีความนั้น ได้ซ่อนประเด็นไว้หรือต้องการพื้นที่มากขึ้นจากเดิมมาเป็น 4.6 ตร.กม. ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ วันนี้เราก็ดูแล้วว่าอยากจะเห็นการเสมอตัวคือกลับไปอยู่กันแบบเดิม เราก็อยู่กับเขา และพัฒนาพื้นที่ปราสาทพระวิหารร่วมกันกับพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ถ้าเราชนะในคดีนี้ก็คือศาลรับตามที่ที่เราสู้คดี คือกลับไปเสมอตัวเหมือนในปี 2505

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนหลังการพิจารณาคดีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันได้หรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้พบกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้พูดกันหลายครั้งว่าถ้าผลการตัดสินคดีออกมาเป็นอย่างไรเราก็สามารถยอมรับได้ เราก็จะกลับมาอยู่ด้วยกันและบริหารจัดการปราสาทพระวิหารไปด้วยกัน ซึ่งมั่นใจได้ วันนี้ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเหมือนเดิม แม้ว่าคดีนี้จะเป็นอย่างไรเราจะไม่เอาเรื่องคดีไปยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ยืนยืนว่าความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเส้นเขตแดนแทบจะไม่มีความหมายอยู่แล้ว คิดว่าเราจะอยู่ได้ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สำหรับกลุ่มการเมืองในประเทศเราไม่ควรนำการเมืองมาเล่นกับการต่างประเทศ อยากจะขอร้องท่านทั้งหลายที่มีความคิดแตกต่างเราอยู่ในสังคมโลก ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราก็เป็นประเทศที่เจริญดีอยู่แล้ว การที่จะไปทะเลาะเบาะแว้งกับประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีหลักฐานนั้นอยากให้เลิกเสียที ยืนยันว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก
 
ด้านนายวีรชัย กล่าวว่า ในเรื่องข้อหักล้างของฝ่ายไทยที่มีน้ำหนักมากที่สุด ที่เห็นว่าศาลไม่ควรตีความเรื่องนี้อีกครั้งที่เราให้ต่อศาลนั้นมีหลายอย่าง คือหนึ่งเรื่องเขตแดนที่อยู่นอกกรอบคดีเดิม  วิธีอ้างของเขาคืออ้างเส้นเขตแดนบนแผนที่ภาคผนวก 1 เราก็จะสู้ว่าเรื่องเส้นเขตแดนอยู่นอกกรอบคดีเดิมเป็นหลัก อันที่สองเขาสู้ว่าไม่ได้มีความเห็นแย้งกัน แต่ได้เห็นตรงกันแล้วตั้งแต่ปี 2505 แต่อยู่ๆ เขาก็เปลี่ยนใจในปี 2550  เป็นช่วงเวลา 45 ปีแล้วมาเปลี่ยนใจ  จึงเป็นเรื่องลำบากและโลกนี้คงอยู่ไม่สงบ ตกลงกันไปแล้วแต่กลับมาเปลี่ยน และจุดแข็งเราคือเรื่องแผนที่ซึ่งเราทุ่มเท แต่เขาไม่ได้สนใจและมีผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ด้วยซ้ำ
 
นายวีรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนข้อโต้แย้งทีที่กัมพูชานำมาอ้างว่าแผนที่ภาคผนวก  1 เป็นแผนที่ที่ไทยกับฝรั่งเศสเห็นร่วมกันนั้น เราไม่ได้ปฏิเสธว่าศาลได้ตัดสินว่าแผนที่นี้ผูกพันไทยและกัมพูชาแต่ว่าศาลตัดสินว่าผูกพันนั้นมันต้องจำกัดเฉพาะส่วนที่ศาลมีอำนาจตัดสินในปี 2505 ซึ่งส่วนที่ศาลตัดสินจำกัดอยู่ในหัวข้อเดียวคืออธิปไตยเหนือปราสาทเป็นของใคร ไม่ใช่เรื่องเขตแดน คือศาลใช้แผนที่เป็นหลักฐานว่าเขาวาดรูปปราสาทอยู่ฝั่งกัมพูชาเท่านั้นเอง ศาลไม่ได้บอกว่าเส้นเขตแดนนั้นถูกต้อง  ในเมื่อศาลไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องเขตแดน คำสั่งนั้นจะมาผูกพันในเรื่องเขตแดนเราไม่ได้ แต่ผูกพันได้เพียงว่าปราสาทเป็นของใคร ซึ่งเรื่องนี้คือข้อต่อสู้ของเรา ส่วนที่กัมพูชาอ้างว่าคำพิพากษาของศาลปี 2505 แยกออกจากกันไม่ได้กับแผนที่ภาคผนวกที่ 1  แต่เราก็บอกว่าแยกได้เพราะมีเหตุผลอีกมาก 5-6 เหตุผล แผนที่เป็นเพียงหนึ่งในนั้น หากสมมติว่าแยกไม่ได้ก็จะต้องจำกัดอยู่เฉพาะสิ่งที่ได้รับการตัดสิน คือจำกัดเฉพาะในเรื่องตัวปราสาทเป็นของใคร ถึงอย่างไรก็มายุ่งในเรื่องเขตแดนไม่ได้เด็ดขาด
 
นายวีรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องพื้นที่รอบบริเวณตัวปราสาทนั้น น้อยคนที่จะค้นไปถึง ในคดีเก่ากัมพูชาได้เสนอเส้นขึ้นมาเส้นหนึ่งเป็นการถอดเส้นจากแผนที่ภาคผนวก 1 หรือแผนที่ 1:2 แสนออกมาบนพื้นที่ หรือที่เรียกว่าแอนเน็ก 66 ซี และเสนอในปี 2504 ซึ่งเส้นนี้หน้าตาใกล้เคียงกับเส้นตามมติ ครม. มาก แล้วศาลก็ได้ผลิตแผนที่ที่มีเส้นนี้คู่กับเส้นที่ไทยเสนอ ก็เกิดรูปร่างประมาณเส้นตามมติ ครม. เมื่อศาลตัดสินแล้ว ครม.มีมตินี้ออกมา เมื่อเอาออกมาทาบเส้นมันก็มีลักษณะคล้ายกันมาก แต่ก็ไม่ค่อยมีใครทำ จนกระทั่งคดีนี้ที่เราลองจ้างผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ให้เอา 2 เส้นนี้มาทาบกัน ก็จะพบว่าใกล้เคียงกันมาก ต่างกันเพียง 0.07 ตร.กม. คือเราให้เขาไปน้อยกว่าที่เขาขอ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุท่านก็เห็นแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ส่วนที่กัมพูชานำมาโต้แย้งว่าเป็นการอ้างของเราเพียงฝ่ายเดียวนั้น ตนก็ถามกลับมาในปี 2504 กัมพูชาเสนอเส้นนี้มาทำไม เขาก็ไม่อาจจะตอบได้
 
นายวีรชัย กล่าวอีกว่า สำหรับผลการพิจารณาของศาลที่จะออกมานั้น เราไม่อาจไปก้าวล่วงได้แต่ตนเชื่อมั่นว่าเราได้ทำดีและละเอียดที่สุด ค้นคว้าจนกล่าวได้ว่าไม่น่าจะมีอะไรเหลือที่เราไม่เห็น ข้อมูลที่คัดมา1,300หน้า ที่แสดงต่อศาลนั้น เราคัดทิ้งไปเป็นหมื่นหน้าทุกอย่าง ถ้าเราเชื่อว่าละเอียดที่สุดแล้วประกอบกับโปร่งใสด้วยแล้ว ประชาชนสามารถไปตรวจสอบได้หมดไม่มีอะไรซ่อนเลย ผลจะออกมาอย่างไรตนก็สบายใจแล้ว  ทั้งนี้ในฐานะทำงานร่วมกับ 2 รัฐบาล ทั้งรัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลนี้  ยืนยันว่าทั้ง 2 รัฐบาลไม่ได้ต่างกัน ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีรอยต่อ และเกือบจะทุกด้านทั้งงบประมาณ บุคลากร และกำลังใจ ขอบคุณคนไทยที่เป็นกำลังใจให้กับตน  ถ้ามีความสำเร็จเกิดขึ้นจากการทำงานครั้งนี้ก็ถือเป็นความร่วมมือของคนไทยทั้งหมด ทั้งนี้ในระหว่างรอคำพิพากษาของศาลโลกที่จะออกมาในช่วงปลายปีนี้ เราก็จะให้ความรู้กับประชาชน สมมติว่าคำตัดสินออกมาไม่ตรงกับความตั้งใจที่เราอยากเห็น ตนกับทีมงานก็จะหารือและพูดคุยกันและเสนอข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจตรงกันด้วย และขอให้คนไทยรอฟังการพิจารณาของศาลอย่างใจเย็นและศึกษาการพิจารณาของศาลให้ดี  ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่มีผู้พิพากษา17 ท่านบนบัลลังก์ น่าจะให้ความเป็นธรรมได้ และเชื่อว่าทุกท่านอยากเห็นคู่กรณีอยู่กันด้วยความสงบและอยู่ร่วมกันได้

ข้อมูลจาก  เดลินิวส์