ในทางกลางประเด็นต่าง ๆ ทางการเมือง 1 ในหัวข้อที่พูดถึงกันนั้นมีเรื่องการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย ทำไมต้องปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาบันทางการเมือง “ทีมข่าวการเมืองเดลินิวส์” ได้สัมภาษณ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ “จุดประเด็น” ในเรื่องนี้
หลังการเลือกตั้งทุกครั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็สรุปบทเรียนแต่ทำไมครั้งนี้ถึงเสนอให้ปฏิรูปพรรค
การปฏิรูปพรรคนั้นเราพูดกันมาหลายปีแล้วก็ในทุกครั้งที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งหลังปี 35 ทุกครั้งที่เราแพ้เราก็จะประชุมกันว่าจะต้องมีการปรับปรุงการปฏิรูปเป็นเวลา 20 ปีแล้ว โดยเฉพาะระยะหลังการแข่งขันของเราเริ่มแพ้มากขึ้นฉะนั้นมันสุกงอมที่จะต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง อย่างเป็นระบบ ฉะนั้นผมก็ได้เสนอในกรรมการบริหารพรรคมาโดยลำดับและต้องถือว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป็นประโยชน์ต่อพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นแต่ว่าจะส่งผลไปสู่การปฏิรูปการเมืองในระบบ 2 พรรค อย่างจริงจังเพื่อไปสู่การเมืองที่แข่งขันกันเชิงคุณภาพและส่งผลประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศไทย
หลังการเลือกตั้งทุกครั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็สรุปบทเรียนแต่ทำไมครั้งนี้ถึงเสนอให้ปฏิรูปพรรค
การปฏิรูปพรรคนั้นเราพูดกันมาหลายปีแล้วก็ในทุกครั้งที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งหลังปี 35 ทุกครั้งที่เราแพ้เราก็จะประชุมกันว่าจะต้องมีการปรับปรุงการปฏิรูปเป็นเวลา 20 ปีแล้ว โดยเฉพาะระยะหลังการแข่งขันของเราเริ่มแพ้มากขึ้นฉะนั้นมันสุกงอมที่จะต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง อย่างเป็นระบบ ฉะนั้นผมก็ได้เสนอในกรรมการบริหารพรรคมาโดยลำดับและต้องถือว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป็นประโยชน์ต่อพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นแต่ว่าจะส่งผลไปสู่การปฏิรูปการเมืองในระบบ 2 พรรค อย่างจริงจังเพื่อไปสู่การเมืองที่แข่งขันกันเชิงคุณภาพและส่งผลประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศไทย
ที่ผ่านมามีคู่ต่อสู้ทางการเมืองไม่ซ้ำหน้าแต่พรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้การเลือกตั้งเพราะอะไร
ผมคิดว่า 20 ปี เราก็มีการปรับปรุงแต่ว่าไม่พอ ความจริงในช่วง 20 ปีนี้เราแบ่งเป็น 2 ช่วง ในมุมมองผม ช่วงที่ 1 เราแข่งกับพรรคชาติไทย พรรคความหวังใหม่ ช่วงที่ 2 เราแข่งกับระบอบทักษิณ ตั้งแต่ปี 44 ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อพรรคไปอย่างไรก็แข่งกับแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่างจากในอดีตเพราะว่าคราวนี้หัวหน้าพรรคหรือผู้นำพรรคเป็นนักบริหารเป็นนักธุรกิจ ได้นำแนวทางการบริหารธุรกิจมาใช้กับการบริหารการเมือง ดังนั้นแม้พรรคจะมีความพยายามในการปรับปรุงเพื่อให้กลับมาชนะแต่เราก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นผมคิดว่าเป็นเหตุผลเพียงพอแล้ว ผมยกตัวอย่างพรรคการเมืองในระบบ 2 ขั้ว ทั้งในอังกฤษหรือในอเมริกาจะเห็นว่าพรรคที่มีอายุยาวนานกว่าพรรคประชาธิปัตย์เหล่านั้นเพียงแค่แพ้ 1-2 สมัย เขาปฏิรูปพรรคหรืออย่างพรรครีพับลิกันก็เพิ่งประกาศแผนปฏิรูปพรรคหลังจากแพ้ติดต่อกัน 2 สมัย แต่นี่เราแพ้มา 20 ปี หรือ 5 สมัยติดต่อกัน และยังมองไม่เห็นว่าจะกลับมาชนะได้อย่างไร ผมคิดว่าช้าไปด้วยซ้ำแต่ว่าต้องมีการเริ่มต้องมีหลักกิโลเมตรแรก ต้องมีบันไดขั้นแรกก่อนที่จะมีขั้นที่ 2-3
เสียงส่วนใหญ่ในพรรคเอาด้วยกับแนวความคิดปฏิรูปพรรคครั้งนี้หรือไม่
ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ในพรรคเห็นด้วยกับการที่พรรคต้องปฏิรูปเพียงแต่ปฏิรูปอย่างไร ในอดีตเราก็มีการปรับปรุงปฏิรูปมาโดยลำดับแต่ว่าเราไม่ได้ปฏิรูปอย่างจริงจังแบบองค์รวมแล้วเราก็ซุกปัญหาไว้ใต้พรมเพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบภายในบ้าง มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ภายนอกบ้าง
ยกตัวอย่างรูปธรรมของการปฏิรูปซัก 2-3 เรื่องให้ฟังหน่อย
ผมจะเสนอพิมพ์เขียวปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมคณะกรรมการครั้งหน้าซึ่งหัวหน้าพรรคได้แจ้งว่าจะมีการประชุมเป็นกรณีพิเศษเรื่องการปฏิรูปพรรคโดยที่ในพิมพ์เขียวจะมี 3 แนวคือ 1. ปฏิรูปโครงสร้าง 2. การปฏิรูปการบริหารจัดการ 3. การปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร และบุคลากรของพรรคทั้ง 3 การปฏิรูปเพื่อสร้างประสิทธิภาพสร้างความเป็นเอกภาพแล้วก็สร้างความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในพรรคอย่างแท้จริง เช่นการปฏิรูปโครงสร้างวันนี้เราเป็นพรรคที่มีสาขามากที่สุด 179 สาขา แต่ก็ยังไม่ครบทุกเขตเลือกตั้งยังไม่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด เราไม่มีศูนย์ข้อมูลคลังสมองและนโยบายซึ่งจำเป็นมากที่จะต้องมีโครงสร้างใหม่ ๆ นี่เป็นตัวอย่างที่บอกว่าเรายังไม่ตอบโจทย์ในการรับใช้ประชาชนหรือขยายอุดมการณ์ของพรรค หรือเรื่องการบริหารจัดการที่เราจัดการแบบรวมศูนย์ เราจะต้องนำระบบกระจายอำนาจและการมอบอำนาจมาใช้ เพราะว่าปัจจุบันเรามีส่วนกลางที่สำนักงานใหญ่เท่านั้น ฉะนั้นโครงสร้างใหม่จะต้องมีสำนักงานภาคเพื่อวางงบประมาณ บุคลากรเข้าไปทำงานแบบมืออาชีพและทำงานต่อเนื่อง
เสนอประเด็นเพื่อสร้างความสนใจกับสังคมเพื่อจะกลับมาเป็นทางเลือกทางการเมือง
ผมว่าในระบบการเมือง 2 ขั้ว ประชาชนให้ความสนใจอยู่แล้ว แต่ว่าประชาชนจะเห็นเราเป็นทางเลือกหรือไม่อยู่ที่ผลงานของเรา อยู่ที่การปรับปรุงพัฒนาพรรคทั้งเชิงนโยบาย การทำงานจนก่อให้เกิดความศรัทธา แต่วันนี้การที่เราพ่ายแพ้มาตลอดทำให้ความศรัทธาลดน้อยถอยลงไปทำให้สมาชิกท้อแท้ท้อถอยลงไปมาก ดังนั้นเราต้องสร้างความหวังและทำความหวังให้เป็นจริงผมเรียกว่าความฝันของประชาธิปัตย์ก็คือ
การปฏิรูปพรรคให้มีประสิทธิภาพทันสมัยก้าวหน้าและสามารถที่จะแข่งขันเชิงคุณภาพกับพรรคเพื่อไทยและผมก็ยังหวังว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นการปฏิรูปอย่างจริงจังจะส่งผลทำให้พรรคเพื่อไทยเองก็ต้องปฏิรูปตัวเองเปลี่ยนจากระบบครอบครัวมาสู่การเป็นสถาบันทางการเมืองและแข่งขันเชิงคุณภาพ
อีกเรื่องคือการบริหารงานการเมืองซึ่งผมคิดว่าเราต้องแยกการบริหารการเมืองกับการบริหารออกจากกัน สิ่งที่จะเสนอก็คือในการทำหน้าที่ยามเป็นฝ่ายค้านเรามีบุคลากรที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 2 ท่าน มีอดีตรองนายกฯ อดีตรัฐมนตรี ผมคิดว่าบุคลากรเหล่านี้รวมทั้งรัฐมนตรีเงาและ ส.ส. ของพรรคที่มีอยู่มากก็จะดำเนินงานการเมืองในลักษณะตรวจสอบการบริหาร ขณะเดียวกันการบริหารการเมืองก็ให้วิปฝ่ายค้าน และ ส.ส. รับหน้าที่ไป ถ้าเราแยกอย่างนี้จะก่อให้เกิดการเปรียบเทียบว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีต่าง ๆ บริหารเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมผิดพลาดหรือไม่ผิดพลาดหรือว่ามีคอร์รัปชั่นมากน้อยแค่ไหน วางอนาคตหรือวิสัยทัศน์ประเทศถูกต้องหรือไม่ ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ 67 ปี บุคลากรของเราที่หลากหลายผมคิดว่าเราสู้ได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน
อีกเรื่องคือการบริหารงานการเมืองซึ่งผมคิดว่าเราต้องแยกการบริหารการเมืองกับการบริหารออกจากกัน สิ่งที่จะเสนอก็คือในการทำหน้าที่ยามเป็นฝ่ายค้านเรามีบุคลากรที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 2 ท่าน มีอดีตรองนายกฯ อดีตรัฐมนตรี ผมคิดว่าบุคลากรเหล่านี้รวมทั้งรัฐมนตรีเงาและ ส.ส. ของพรรคที่มีอยู่มากก็จะดำเนินงานการเมืองในลักษณะตรวจสอบการบริหาร ขณะเดียวกันการบริหารการเมืองก็ให้วิปฝ่ายค้าน และ ส.ส. รับหน้าที่ไป ถ้าเราแยกอย่างนี้จะก่อให้เกิดการเปรียบเทียบว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีต่าง ๆ บริหารเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมผิดพลาดหรือไม่ผิดพลาดหรือว่ามีคอร์รัปชั่นมากน้อยแค่ไหน วางอนาคตหรือวิสัยทัศน์ประเทศถูกต้องหรือไม่ ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ 67 ปี บุคลากรของเราที่หลากหลายผมคิดว่าเราสู้ได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน
หลายคนวิจารณ์ว่าพรรคมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เรียกว่าวัฒนธรรมประชาธิปัตย์ตรงนี้ทำอย่างไร
เราต้องยอมรับความจริงเหมือนการจะรักษาโรคเราต้องยอมให้หมอวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมาและยอมรับการวินิจฉัยจึงจะให้ยาถูก ฉันใดก็ฉันนั้นแนวทางปฏิรูปของผมก็คือการ
ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรและบุคลากร ผมว่ามีส่วนจริงและผมก็คิดว่าวัฒนธรรมองค์กรของเราต้องเปลี่ยนจากระบบปิดเป็นระบบเปิด เปลี่ยนจากการที่จับต้องไม่ได้มาสู่ความอดทนอดกลั้นพร้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์และนำข้อคิดเหล่านั้นมาปรับปรุงการทำงาน ต้องเลิกการตอบโต้แบบไม่เป็นมิตร เราได้เสียแนวร่วมไปมากไม่ว่าจะเป็นสื่อ นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชนหรือแม้แต่คู่แข่งของเรา เวลามีการวิพากษ์วิจารณ์เราก็จะตอบโต้ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งผมคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ ผลที่ตามมาคือวันนี้เราสูญเสียพันธมิตรสูญเสียแนวร่วมอย่างที่ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้นต้องเปลี่ยนทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เคยทำมาผมว่าเราจะมีความหวังมากขึ้น
ผมว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจุดแข็งคือไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค เป็นสถาบันทางการเมืองขณะที่พรรคเพื่อไทยยังมีลักษณะของการเพิ่งเริ่มก่อตั้งและอยู่ภายใต้การบริหารงานแบบครอบครัว มีบางกลุ่มบางพวกเป็นเจ้าของพรรค ฉะนั้น 2 ขั้วการเมือง 2 พรรค มีจุดอ่อนจุดแข็งแล้วก็จำเป็นอย่างที่จะต้องปฏิรูปด้วยจึงจะเกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปในอนาคตทางการเมือง ลองคิดซิครับว่าถ้า 2 พรรคการเมืองหันมาแข่งคุณภาพนำเสนอทางออกทางแก้ไขให้กับประเทศให้เป็นทางเลือกเพื่อให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งถ้ารัฐบาลบริหารดีในแนวทางประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชนะเลือกตั้งเราก็ยอมรับ
ที่ผมนำเสนอสู่สาธารณชนก็ด้วยความหวังว่าจะเปิดพรรคให้กว้าง นำพรรคกลับสู่ประชาชนให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของพรรคแล้วมาร่วมในการเสนอแนวทางแก้ไขมาร่วมเป็นกำลังใจการขับเคลื่อนการปฏิรูปพรรคน่าจะเป็นความหวังใหม่เพื่อให้เขาร่วมกับความฝันของประชาธิปัตย์ นี่คือหลักสำคัญจากระบบปิดมาเป็นระบบเปิดจากที่เราแก้กันเองมาสู่การให้ประชาชนมีส่วนร่วม เรามีสมาชิกอยู่ 3 ล้านคน ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค หรือมีผู้ลงคะแนนให้เรา 11 ล้านคน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขามีความคาดหวัง และผมตั้งใจว่าการปฏิรูปพรรคไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นแต่จะเกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศไทยด้วย.
เราต้องยอมรับความจริงเหมือนการจะรักษาโรคเราต้องยอมให้หมอวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมาและยอมรับการวินิจฉัยจึงจะให้ยาถูก ฉันใดก็ฉันนั้นแนวทางปฏิรูปของผมก็คือการ
ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรและบุคลากร ผมว่ามีส่วนจริงและผมก็คิดว่าวัฒนธรรมองค์กรของเราต้องเปลี่ยนจากระบบปิดเป็นระบบเปิด เปลี่ยนจากการที่จับต้องไม่ได้มาสู่ความอดทนอดกลั้นพร้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์และนำข้อคิดเหล่านั้นมาปรับปรุงการทำงาน ต้องเลิกการตอบโต้แบบไม่เป็นมิตร เราได้เสียแนวร่วมไปมากไม่ว่าจะเป็นสื่อ นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชนหรือแม้แต่คู่แข่งของเรา เวลามีการวิพากษ์วิจารณ์เราก็จะตอบโต้ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งผมคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ ผลที่ตามมาคือวันนี้เราสูญเสียพันธมิตรสูญเสียแนวร่วมอย่างที่ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้นต้องเปลี่ยนทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เคยทำมาผมว่าเราจะมีความหวังมากขึ้น
ผมว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจุดแข็งคือไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค เป็นสถาบันทางการเมืองขณะที่พรรคเพื่อไทยยังมีลักษณะของการเพิ่งเริ่มก่อตั้งและอยู่ภายใต้การบริหารงานแบบครอบครัว มีบางกลุ่มบางพวกเป็นเจ้าของพรรค ฉะนั้น 2 ขั้วการเมือง 2 พรรค มีจุดอ่อนจุดแข็งแล้วก็จำเป็นอย่างที่จะต้องปฏิรูปด้วยจึงจะเกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปในอนาคตทางการเมือง ลองคิดซิครับว่าถ้า 2 พรรคการเมืองหันมาแข่งคุณภาพนำเสนอทางออกทางแก้ไขให้กับประเทศให้เป็นทางเลือกเพื่อให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งถ้ารัฐบาลบริหารดีในแนวทางประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชนะเลือกตั้งเราก็ยอมรับ
ที่ผมนำเสนอสู่สาธารณชนก็ด้วยความหวังว่าจะเปิดพรรคให้กว้าง นำพรรคกลับสู่ประชาชนให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของพรรคแล้วมาร่วมในการเสนอแนวทางแก้ไขมาร่วมเป็นกำลังใจการขับเคลื่อนการปฏิรูปพรรคน่าจะเป็นความหวังใหม่เพื่อให้เขาร่วมกับความฝันของประชาธิปัตย์ นี่คือหลักสำคัญจากระบบปิดมาเป็นระบบเปิดจากที่เราแก้กันเองมาสู่การให้ประชาชนมีส่วนร่วม เรามีสมาชิกอยู่ 3 ล้านคน ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค หรือมีผู้ลงคะแนนให้เรา 11 ล้านคน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขามีความคาดหวัง และผมตั้งใจว่าการปฏิรูปพรรคไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นแต่จะเกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศไทยด้วย.
ข้อมุลจาก เดลินิวส์